วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

DAY 3 : 16 ตุลาคม 2019 ดูไบ

DAY 3 : 16 ตุลาคม 2019  ดูไบ

ทานอาหารเช้าที่โรงแรม ออกแต่เช้าไปขึ้นเมโทรที่สถานี Business Bay ไปลงที่สถานี Dubai Mall เหมือนเดิมเดินตาม skywalk ที่ยาวเฟื้อยจนถึงทางเข้าดูไบมอลล์ ลงลิฟท์ไปทางเข้าตึก Burj Khalifa เราจองมาเป็นคิวแรกคือ 9.00 น. เผื่อจะได้คนน้อยๆไม่เบียดกัน แต่ก็เกิดปัญหาจนได้ เมื่อเราเอา booking ไปขึ้นบัตรผ่าน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอกว่าทางเว็บที่เราจองคือ Viator Tripadvisor ไม่ได้ส่งการจองเข้ามา เลยพยายามติดต่อทางอีเมล์ก็ไม่มีการตอบกลับ เจ้าหน้าที่ดีมาก 3-4 คนเข้ามาช่วยในการติดต่อ ทั้งทางโทรศัพท์ด้วยก็ไม่ได้ผล เวลาผ่านไปเป็นครึ่งชั่วโมง ทำให้เราต้องตัดสินใจซื้อบัตรใหม่ที่หน้างาน ทำให้ต้องเสียค่าบัตรแพงขึ้น มาถึงละไม่มีทางอื่น เดี๋ยวกลับบ้านค่อยไปตามเอาเงินคืน (หลังจากนั้นก็ได้ส่งอีเมล์ไปหลายครั้ง จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ แสดงว่าแย่มากสำหรับบริษัทนี้ แต่ตอนนี้ธนาคารกำลังติดตามให้)





อาหารเช้าอินเตอร์ผสมอาหรับ

รถไฟฟ้า สถานี Business Bay

เจ้าหน้าที่หลายคนมารุมกันช่วยเรื่องบัตร

สุดท้ายก็ต้องซื้อบัตรราคาแพง


ทางเข้า At The Top


ผ่านเรื่องวุ่นๆมา เราก็ได้บัตรและไปขึ้นลิฟท์ที่เร็วที่สุดในโลก โดยขึ้นไปถึงชั้นที่ 124 ใช้เวลาเพียง 1 นาที ภายในลิฟท์ก็โชว์แสงสีเสียง ทำให้รู้สึกว่าเป็นแว๊บเดียวจริงๆ มีหูอื้อนิดหน่อย




บัตรที่เราซื้อเป็น At The Top Observation Deck 124-125 จะมีบัตรอีกแบบคือชั้นที่ 148 ซึ่งจะแพงกว่ามาก เอาแค่นี้ก็พอ สูงจนมองลงไป ตึกที่ว่าสูงยังเหลือแท่งนิดเดียว คล้ายๆกับเกมส์อะไรสักอย่างที่เห็นลูกๆเคยเล่น






Burj Khalifa เริ่มสร้างตั้งแต่ค.ศ. 2005 โดยใช้เวลาก่อสร้าง 6 ปี ตัวอาคารแบ่งเป็นโรงแรมอาร์มานีสำหรับ 37 ชั้นล่าง โดยชั้น 45 ถึง 108 จะเป็น อพาร์ตเมนต์ โดยที่เหลือจะเป็นสำนักงาน และชั้นที่ 123 และ 124 จะเป็นจุดชมวิวของตึก ส่วนบนของตึกจะเป็นเสาอากาศสื่อสาร นอกจากนี้ชั้น 78 จะมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ ตึกเบิร์จ คาลิฟา มีความสูง 828 เมตร 160 ชั้น (เฉลี่ยสูงชั้นละ 5 เมตร) บุด้วยผนังกระจกกว่า 26,000 แผง มีพื้นที่รวมกว่า 500,000 ตารางเมตร แต่กำลังจะถูกทำลายสถิติโดย Jeddah's Kingdom Tower ของ ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งสูงถึง 1 กิโลเมตร ทั้งหมด 200 ชั้นในปี 2020





ลานน้ำพุที่เราดูเมื่อคืน

ถ่ายจากชั้นที่ 124


เสียเวลากับเรื่องบัตร เลยทำให้ต้องเจอสภาพแบบนี้


วิวก็งั้นๆ แค่ครั้งหนึ่งได้มาขึ้นตึกที่สูงที่สุดในโลก








มองเห็น Al Arab ตึกเรือใบ









บันไดขึ้นชั้น 125



ลงจากตึกนั่งเมโทรลงสถานี Mall of Emirates ต่อด้วยรถบัสสาย 81 ไปลงที่ Souq Madinat Jumeirah เดินชมคล้ายๆจตุจักรแต่ของไม่มาก ต่อไปที่ Burj Al Arab บอกว่าเป็นโรงแรม 7 ดาว ดูได้แต่ภายนอกเพราะไม่มีตังไปพัก โครงสร้างสวยงามมาก บางคนเรียกโรงแรมเรือใบ












กลับโรงแรมทางเดิมไปรอรถของ Arabian Desert Safari มารับ นัดไว้บ่ายสาม ออกนอกเมืองไปชั่วโมงกว่าด้วยรถ Toyota Land Cruiser 4x4 ตะลุยทะเลทราย ร้อนหน้าไหม้ เป็นไงเป็นกันวันสุดท้ายแล้ว คนขับสุดยอด Dune bashing อย่างเมามัน น่าจะโรคจิตนิดๆ เห็นเนินเห็นโค้งเป็นไม่ได้ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว เสร็จละมาส่งที่แคมป์กลางทะเลทราย ขี่อูฐ และกิจกรรมอีกหลายอย่าง ไม่เอาละร้อนจนจะไม่ไหว


















โชเฟอร์ตีนผี









หมุนๆ





โชว์ไฟ


ระบำหน้าท้อง Belly Dance






วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่ใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พรุงนี้เช้าบินไป ทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย วันนี้สนุกมาก โดยเฉพาะ dune bashing ที่ตื่นเต้น หวาดเสียวตลอดทาง การโชว์ก็สุดอลังการ นักแสดงทำได้ดีมาก แนะนำเลย Arabian Desert Safari สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้มาดูไบ  รถไปส่งถึงโรงแรมก็เกือบ 4 ทุ่ม คนขับก็ไม่วายขับซิ่งตลอดทาง คืนนี้ย้ายโรงแรมไปพักที่ Holiday Inn Airport เพื่อจะได้ไม่ต้องรีบตอนเช้า แต่ถูกแท็กซี่โก่งราคาซะ เพราะดึกแล้วไม่มีรถไฟฟ้า พนักงานสาวที่เคาเตอร์เห็นถือพาสปอร์ตไทยเลยทักทายเราด้วยภาษาไทย ปรากฏว่าเป็นคนลาวมาทำงานที่นี่ พึ่งรู้สึกว่าภาษาไทยก็ไปได้ทั่วโลก  คืนนี้คงหลับสบาย เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ












ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น